เจาะลึกรายงาน "The State of Trusted Open Source 2025/26"
จากรายงานล่าสุดของ Chainguard พบความเปลี่ยนแปลงที่น่าทึ่งในช่วงรอยต่อปี 2025 ถึงต้นปี 2026 ครับ เมื่อขุมพลัง AI เข้ามามีบทบาทในทุกขั้นตอนการพัฒนาซอฟต์แวร์ ผลที่ตามมาคืออะไร? ผมจะสรุปให้ง่ายๆ ดังนี้ครับ
Python และ PostgreSQL พุ่งแรงเฉพาะเทรนด์ AI
- Python ยังคงครองแชมป์ภาษาที่ได้รับความนิยมสูงสุด (ใช้กันถึง 72.1% ของกลุ่มตัวอย่าง) เพราะเป็นหัวใจหลังของ Machine Learning และ Data Pipeline
- PostgreSQL เติบโตก้าวกระโดดถึง 73% ภายในไตรมาสเดียว เหตุผลก็เพราะมันถูกนำมาใช้เก็บข้อมูลแบบ Vector Search เพื่อรองรับระบบ AI สมัยใหม่นั่นเองครับ
AI ช่วยเขียนโค้ดไว แต่ "ช่องโหว่" ก็โผล่เป็นเงาตามตัว
เรื่องนี้ต้องระวังให้ดีครับ เมื่อมี AI ช่วยเขียนโค้ด การพัฒนาซอฟต์แวร์ก็เร็วขึ้นแบบติดเทอร์โบ แต่ในขณะเดียวกัน
- พบ CVE (ช่องโหว่ด้านความปลอดภัย) เพิ่มขึ้นถึง 145% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน
- มีการแก้ไข (Fix) ช่องโหว่เพิ่มขึ้นกว่า 300% > ผมวิเคราะห์ว่า เป็นเพราะเหล่านักวิจัยและแฮกเกอร์เองก็ใช้ AI มาช่วยสแกนหาช่องโหว่ด้วยเหมือนกัน เรียกว่าสู้กันด้วย AI ของแท้
"The Long Tail" จุดบอดที่หลายคนมองข้าม
รู้ไหมครับว่า 96% ของช่องโหว่ที่ถูกพบและแก้ไข ไม่ได้อยู่ในโปรเจกต์ดังๆ 20 อันดับแรก แต่ไปกระจุกตัวอยู่ในโปรเจกต์รายย่อย หรือ Library เสริมที่เราดึงมาใช้ (Long Tail) ซึ่งคนมักจะไม่ค่อยระวัง จุดนี้แหละครับคือความเสี่ยงตัวจริงของโลกซอฟต์แวร์ยุคนี้
มาตรฐานความปลอดภัย (Compliance) กลายเป็นเรื่องต้องมี
เดี๋ยวนี้จะทำซอฟต์แวร์แบบ "อะไรก็ได้" ไม่ได้แล้วครับ เทรนด์การใช้ Container Image ที่ได้มาตรฐานความปลอดภัยสูงอย่าง FIPS (มาตรฐานของสหรัฐฯ) พุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะในภาคธุรกิจที่ต้องเข้มงวดเรื่องกฎหมายคุ้มครองข้อมูล
ในยุค AI ครองเมือง การพัฒนาที่รวดเร็วต้องมาคู่กับรากฐานที่มั่นคงครับ การเลือกใช้ Open Source ที่เชื่อถือได้ (Trusted Open Source) ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นทางรอดที่จะช่วยให้เราไม่ตกเป็นเหยื่อของช่องโหว่ที่เกิดขึ้นรายวันครับ
#ดรกฤษฎาแก้ววัดปริง #ไทยสมาร์ทซิตี้ #SmartCity #DRKRIT #สมาร์ทซิตี้คลิก