สงครามแรงงานต่างด้าว ระหว่าง บนจ VS บริษัทOut Source

 


กระทรวงแรงงาน รับฟังข้อเสนอคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน ยืน 5 มาตรการแรงงานกัมพูชา ไม่ให้กระทบเศรษฐกิจ ควบคู่กับความมั่นคง แต่ ปัญหาตามมา เพียบ คุณตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ต้อนรับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ที่เดินทางมาเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานต่างด้าวอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะแรงงานกัมพูชา ในภาคอุตสาหกรรม ภาคก่อสร้าง และภาคเกษตรกรรม ท่ามกลางความกังวลใจของภาคเอกชน หวั่นขาดแคลนแรงงาน ส่งผลกระทบเศรษฐกิจ กระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะภาคตะวันออก-ระยอง จันทบุรี ตราด ฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตผลไม้ ได้เริ่มขึ้นแล้ว ตั้งแต่เดือนนี้-เดือนมีนาคมเป็นต้นไปจนถึงเดือนกรกฎาคม ทั้ง เงาะ มังคุด ทุเรียน ลำไย รวมไปถึงการตัดอ้อย วันที่31 มีนาคมนี้แล้ว ที่รัฐบาลยืนยันว่านโยบายไม่มีแรงงานกัมพูชา ต้องกลับประเทศ ทันที นายสมชาย มรกตศรีวรรณ. อธิบดีกรมการจัดหางาน ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมว่า จะมีแรงงานต่างด้าวกัมพูชา ต้องกลับประเทศทันทีประมาณ 1แสน4หมื่น คน “............" ขณะที่ผู้แทนจากสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย รายงานให้ที่ประชุมทราบว่า ผลผลิตของทุเรียนปีนี้ มีมากกว่าปีที่แล้ว 20เปอร์เซ็นต์ “...................." นั่นหมายถึงว่า แรงงานภาคการเกษตรในภาคตะวันออก ระยอง-จันทบุรี ตราด-ที่ใช้แรงงานชาวกัมพูชา-เป็นส่วนใหญ่ ในการเก็บผลไม้ในวันที่31มีนาคม นี้ จะได้รับผลกระทบทันที ซึ่งก็หมายความว่า ปีนี้ผลผลิตทางการเกษตรของเราสูงขึ้นเป็น 6.9 ล้านตัน มากกว่าปีที่แล้ว 6 % โดยเฉพาะทุเรียนที่มีผลผลิตมากกว่าปีที่แล้วถึง 20 % นั่นหมายถึงว่า-หากเราขาดแคลนแรงงานกลุ่มนี้ ผลผลิตสินค้าเกษตรของเราจะเสียหายถึง 6.9 ล้านตัน เพราะไม่มีคนมาเก็บ เป็นจำนวนเงินมหาศาล หลายร้อยหลายพันล้านบาท ครับ คุณตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้รับปากกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือกกร. คือ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ที่มาร่วมประชุมวันนี้ ว่า มี 5 มาตรการหลัก ที่ออกมาช่วยเหลือ “.........5 มาตรการนะค่ะ....ฯลฯ.." เดี๋ยว เราไปวิเคราะห์กันนะครับว่า 5 มาตรการนี้ จะแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าว ชาวกัมพูชา-ในภาคตะวันออก ระยอง จันทบุรี ตราด ได้จริงหรือไม่ มาตรการที่ 1 ไม่มีปัญหา คือ ก็คือการเชิญคณะกกร. มาให้ข้อเสนอแนะ ขอคิดเห็น-ข้อแนะนำ ข้อกังวล แต่ปัญหาก็เกิดขึ้นจนได้ครับ เพราะคณะกรรมการ กกร.ทั้ง 3 นี้ คือ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย เปรียบเสมือนเป็นห่วงโซ่การผลิต กลางน้ำ และปลายน้ำ ทำไม ไม่เชิญ สภาเกษตรกรแห่งชาติ National Farmers Council ซึ่งเป็น ต้นน้ำ เข้าร่วมประชุม เข้าเสนอความคิดเห็น เสนอข้อมูล เสนอสถิติ จำนวนพี่น้องเกษตรกรชาวสวนผลไม้-ชาวไร่อ้อย ชาวประมง ให้มาบอกจำนวนข้อมูลพื้นที่เรือกสวนไร่นา ปริมาณผลผลิต จำนวนแรงงานที่ต้องใช้ให้แม่นๆ เป๊ะๆ เพราะจะไปแก้ไขปัญหาภาคเกษตรให้พวกเขาไม่ใช่ รึ ไม่ได้แก้ไขปัญหา การค้า อุตสาหกรรม การเงิน ซึ่งเป็นกลางน้ำและปลายน้ำ สักกะหน่อย แก้-ต้นน้ำการเกษตร ครับ ส่วนมาตรการที่2 มาตรการที่3 มาตรการที่4 และมาตรการที่5 ที่คุณตรีนุช เทียนทอง พูดถึง ให้เป็นไปตาม มติ คณะรัฐมนตรี 24 กันยายน 2567 คือ กลุ่มใบอนุญาตเดิมหมดอายุ 13 กุมภาพันธ์ 2568 ต่ออายุได้ถึง 13 กุมภาพันธ์ 2570 และต่อได้อีกไม่เกิน 2 ปี คือถึง 13 กุมภาพันธ์ 2572 และให้กลุ่มสถานะไม่ถูกต้อง ตามมติ 24 กันยายน 2567 อนุญาตให้ทำงานได้ถึง 31 มีนาคม 2569 ซึ่งเป็นคนละส่วนกับกลุ่มที่ต่ออายุตามปกติ ฟัง นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน พูดตัวเลขแรงงานให้ฟังอีกครั้ง แล้วจะเล่าปัญหาให้ฟังต่อ “............” ปัจจุบัน การขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว นายจ้างและสถานประกอบการ หรือบริษัทบนจ. ที่นำเข้าแรงงานต่างด้าว จะต้องไปขึ้นทะเบียน ก่อนที่ บริษัทOUT Sourceเท่านั้น แล้วขั้นตอนสุดท้ายจึงจะส่งมาที่กรมการจัดหางาน การขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ เมียนมา ลาว กัมพูชา เวียดนาม กับบริษัท OUT Source มีปัญหา ยกขบวนมาประท้วงที่กระทรวงแรงงานมาแล้ว 23 ข้อ “........" ผ่านมาแล้ว 2 อธิบดีกรมการจัดหางาน คือ นายพิเชษฐ์ ทองพันธ์ ปัจจุบันเป็นรองปลัดกระทรวงแรงงาน จนปัจจุบัน นายสมชาย มรกตศรีวรรณ กลับมาเป็นอธิบดีกรมการจัดหางาน อีกครั้งหนึ่ง แรงงานต่างด้าวกัมพูชา อีก 1แสน 4หมื่นคน รับประกันได้เลย ว่าไม่มีทางทำทันวันที่ 31 มีนาคม สิ้นเดือนนี้ และ-เมื่อถามถึงTIME Line-จนถึงสิ้นเดือน จะทำอะไรบ้าง “..................." ก็ไม่มีคำตอบ อย่างชัดเจน เมื่อขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวกัมพูชาไม่ได้ มาตรการที่ 2,3,4,และ5 เกี่ยวกับการบริหารจัดการ ความมั่นคง รัดกุม ชัดเจน ควบคุม กำกับ ติดตามแรงงานได้ตลอดเวลา จะทำได้อย่างไร ครับ เมื่อแรงงาน ไม่ได้อยู่ในระบบ ไม่มีตัวตน ติดตามไม่ได้ เรื่องวุ่นๆ ปัญหาก็จะตามมา ครับ หนำซ้ำ ยังมีข่าวสะพัดทั่วบริษัทบนจ. ว่า จะต้องมีการซื้อCODEลับ ในราคา 3,500บาท ต่อ 1 หัว เอา3,500บาท คูณเอาเองก็แล้วกันนะครับ ความลับนี้ออกมาได้อย่างไร เพราะมีผู้หลักผู้ใหญ่ของกระทรวงแรงงานบางคน เปิดบริษัทบนจ. รับเงินสถานประกอบการ นายจ้างมาแล้ว กรอกข้อมูล ไม่ได้เหมือนกัน ใหญ่ในกระทรวงแรงงาน แต่-ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ สรุป ผลประโยชน์มหาศาลกองอยู่ข้างหน้า ที่หน้ากระทรวงแรงงาน ครับเจ้านาย ปู๊นๆ